Responsive image
เมนูหลัก
หน้าหลัก
เกี่ยวกับตำบล
ประวัติความเป็นมา
สภาพทั่วไป
สภาพสังคม
สภาพทางเศรษฐกิจ
การบริการพื้นฐาน
สินค้า OTOP
สถานที่สำคัญ/แหล่งท่องเที่ยว
เกี่ยวกับเรา
วิสัยทัศน์/พันธกิจ
ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนา
โครงสร้างส่วนราชการ
บทบาทหน้าที่
แผนพัฒนาสามปี
บุคลากร
คณะผู้บริหาร
สมาชิกสภา
สำนักปลัด
กองคลัง
กองช่าง
กองการศึกษา
กองสวัสดิการสังคม
ข่าวสารตำบล
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
ข่าวกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
ข่าวรับสมัครโอน/ย้าย
แผนการดำเนินงาน
รายงานผลการดำเนินงาน
ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
แผนอัตรากำลัง 3 ปี
กรอบอัตรากำลังพนักงานจ้าง 4 ปี
แผนพัฒนาบุคลากร
การพัฒนาองค์ความรู้
รายงานการประชุมสภา
งานจัดเก็บรายได้
รายงานผลการปฏิบัติงาน
ข่าวสารเครือข่าย
ข่าวประชาสัมพันธ์เครือข่าย
ข่าวกิจกรรมเครือข่าย
ปฏิทินกิจกรรมเครือข่าย
ข่าวรับสมัครโอน/ย้ายเครือข่าย
สินค้า OTOP เครือข่าย
ระเบียบ
หนังสือสั่งการ สถ.
พรบ./พรก.
กฎระเบียบกระทรวง
คำสั่ง สถ.
มติ ก. อบจ.
มติ ก. เทศบาล
มติ ก. อบต.
ข้อบัญญัติ
รายรับรายจ่าย
รายงานการประชุม
เว็บบอร์ด
พูดคุยเรื่องทั่วไป
ข้อเสนอแนะ ติชม
รับเรื่องราวร้องทุกข์
เว็บบอร์ดเครือข่าย
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
แผนที่ดาวเทียม
คู่มือประชาชน
การพัฒนาองค์ความรู้
ประชาคมอาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations:  ASEAN)  เป็นองค์กรระหว่างประเทศระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีจุดเริ่มต้นโดยประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ร่วมกันจัดตั้ง สมาคมอาสา (Association  of  South East  Asia)         เมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2504 เพื่อความร่วมมือกันทาง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม แต่ดาเนินการไป   ได้เพียง 2 ปี ก็ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากความผกผันทางการเมืองระหว่างประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย จนเมื่อมีการฟื้นฟูสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างสองประเทศ จึงได้มีการแสวงหาหนทางความร่วมมือกันอีกครั้ง  สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510หลังจากการลงนามในปฎิญญาสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Declaration  of  ASEAN Concord) หรือเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ปฏิญญากรุงเทพ (The Bangkok Declaration) โดยสมาชิกผู้ก่อตั้ง มี 5 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย (พันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์      เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในขณะนั้น) ประชาคมอาเซียน ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันนามาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมและเมื่อการค้าระหว่างประเทศในโลกมีแนวโน้มกีดกันการค้ารุนแรงขึ้น ทำให้อาเซียนได้หันมามุ่งเน้นกระชับและขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างกันมากขึ้น 

วัตถุประสงค์หลักที่กำหนดไว้ในปฏิญญาอาเซียน (The ASEAN Declaration)     มี  7 ประการ ดังนี้1) ส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคมและวัฒนธรรม
2) ส่งเสริมความมีเสถียรภาพ สันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค
3) ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิชาการ วิทยาศาสตร์ และด้านการบริหาร
4) ส่งเสริมความร่วมมือซึ่งกันและกันในการฝึกอบรมและการวิจัย
5)  ส่งเสริมความร่วมมือในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การค้า การคมนาคม การสื่อสาร           
และปรับปรุงมาตรฐานการดารงชีวิต
6) ส่งเสริมการมีหลักสูตรการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
7) ส่งเสริมความร่วมมือกับองค์กรระดับภูมิภาคและองค์กรระหว่างประเทศ
คำขวัญอาเซียน  หนึ่งวิสัยทัศน์, หนึ่งอัตลักษณ์, หนึ่งประชาคม : One Vision, One Identity, One Community
 ประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย 3 เสาหลัก  
ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน(ASEAN Political-Security Community         หรือ APSC)
ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community หรือ ASCC)
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC)
แผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
1.การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว จะนาไปสู่การใช้กฎระเบียบการค้าในประเทศสมาชิกทั้งหมดเป็นอย่างเดียวกัน (Harmonization  of  Rules  and  Regulations)
2.การสร้างอาเซียนให้เป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง  (HighlyCompetitive Economic Region) 
3.การพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกันระหว่างสมาชิกอาเซียน โดยพัฒนา SMEs           
และเสริมสร้างขีดความสามารถผ่านโครงการความร่วมมือต่างๆ เช่น โครงการริเริ่มเพื่อการรวมกลุ่ม        
ของอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration: IAI)
4. การเชื่อมโยงของอาเซียนเข้ากับเศรษฐกิจโลก  ด้วยการเน้นและปรับประสานนโยบายเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศนอกภูมิภาค ให้มีท่าทีร่วมกัน โดยการจัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาต่างๆ เพื่อให้เครือข่ายการผลิต/จาหน่ายภายในอาเซียนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจส่วนอื่นของโลก  
************************************************************************************************************
 ตากแดดวันละ 30 นาที
ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยง
โรคกระดูกพรุน
 
                การเพิ่มวิตามินดีให้กับร่างกายสามารถทำได้โดยการรับประทานน้ำมันตับปลา เนื้อปลา และวิตามินดีแบบเม็ด หรือการสร้างวิตามินด้วยตัวเองโดยรับแสงแดดผ่านทางผิวหนัง
                ทั้งนี้วิตามินดีเป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์โดยจะไปช่วยยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (Parathyroid) ซึ่งเป็นฮาร์โมนอันตรายที่จะไปสลายแคลเซียมออกจากกระดูก นอกจากนี้แล้ววิตามินดียังช่วยสร้างสารออสธีโอเคลซิน (Osteocalcin) ช่วยดึงแคลเซียมเข้ามาในกระดูกและช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เป็นการป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ทางหนึ่ง อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มของผู้สูงวัยได้ด้วย
                ร่างกายของมนุษย์จำเป็นต้องได้รับวิตามินดี 400 – 800 ยูนิตต่อวัน การเพิ่มวิตามินดีให้กับร่างกายนั้นสามารถทำได้โดยการรับประทานน้ำมันตับปลา เนื้อปลาและวิตามินดีแบบเม็ด หรือการสร้างวิตามินด้วยตัวเองซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุด นั่นคือการเปิดรับแสงแดดผ่านทางผิวหนังซึ่งแสงแดดมีคุณสมบัติในการสร้างวิตามินให้กับร่างกาย เช่น การออกกำลังกายกลางแจ้ง การเดินตากแดด เป็นต้น สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมคือตั้งแต่ 08.00 – 10.00 น. และ 15.00 – 17.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แสงแดดไม่แรงและไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังมากเกินไป เวลาเพียง 30 นาทีที่ผิวหนังเปิดรับแสงแดดเข้าสู่ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีให้กับร่างกายได้ถึง 200 ยูนิต เลยที่เดียว
                อย่างไรก็ตามจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองทำให้สุขภาพแย่ลง ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองซึ่งอยู่แต่ในบ้าน อยู่แต่ที่ทำงานในร่มไม่ถูกแสงแดดจะขาดมิตามินดีมากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทที่ต้องออกปำงานนอกบ้าน โดนแดดตามไร่นาทำให้ร่างกายได้รับแสงแดดไปช่วยสร้างวิตามินดีได้มากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง
                “ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองที่มีโอกาสถูกแดดน้อย จะต้องหมั่นให้ร่างกายได้รับแสงแดดบ่อย ๆ ต้องออกกำลังกายกลางแจ้ง เดินถูกแสงแดดบ้างตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะการถูกแสงแดดนาน ๆ จะช่วยสร้างวิตามินดีได้มาก และไม่ต้องกลัวว่าการที่วิตามินดีสะสมในร่างกายในปริมาณมากจะเป็นอันตราย เพราะร่างกายมีกระบวนการปกป้องและควบคุมด้วยตนเอง โดยร่างกายจะค่อย ๆ นำวิตามินดีที่สะสมออกมาใช้ และบางส่วนจะถูกแปลงให้เป็นวิตามินดีที่ไม่มีผลกระทบต่อร่างกายแต่อย่างใด
********************************************************************************************************

 
 
นักสูบควรตรวจสมรรถภาพปอด
เพื่อค้นหาปอดอุดกั้นเรื้อรังระยะต้น
 
                โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) เป็นโรคที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจที่ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่หรือสูดเอามลพิษเข้าไปในปอด ดังนั้น คนที่สูบบุหรี่หรือสัมผัสมลพิษมาก ๆ ควรได้รบการตรวจสมรรถภาพปอดทุกคน เพื่อค้นหาโรคในระยะเริ่มต้นซึ่งทำให้ผลการรักษาดีขึ้นกว่าค้นพบในระยะท้ายแล้ว
                COPD    หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นโรคที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจซึ่งไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่หรือสูดเอามลพิษเข้าไปในปิดแล้วทำให้เกิดการอักเสบขึ้นในหลอดลมและเนื้อปอดจนกระทั่งเนื้อปอดถูกทำลายและความยืดหยุ่นของปิดลดลง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการชัดเจน แต่หลังจากสูบบุหรี่มาได้ระยะหนึ่งจะเริ่มมีอาการไอเรื้อรังและมักไอช่วงเช้า มีเสมหะ เมื่อเป็นมากขึ้นจะเหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก หายใจลำบาก บางครั้งหายใจมีเสียงวี้ดเป็นครั้งคราวซึ่งอันตรายมากหากตรวจพบช้าเกินไป ดังนั้นแม้เพิ่มเริ่มสูบบุหรี่ไม่นานและยังมีอาการไม่มากจึงควรตรวจสมรรถภาพปอดไว้เสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่อาการจะเลวร้ายลงจนกระทั่งปิดไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้
                การตรวจสมรรถภาพปอดทำได้ง่าย ๆ โดยใช้เครื่องสไปโรมิเตอร์ (Spirometer) แต่หากไม่มีเครื่องสไปโรมิเตอร์ ก็อาจจะใช้เครื่องฟีคโฟร์ มิเตอร์ (Peak flow meter) แทนได้ สมัยก่อนเชื่อว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังไม่มีวิธีการรักษาแต่ปัจจุบันสามารถป้องกันและรักษาได้แล้ว โดยเป้าหมายของการรักษาคือคงสมรรถภาพการทำงานของปอดไว้ให้เสื่อมลงช้าที่สุด บรรเทาอาการของโรคให้ลดน้อยลงป้องกันการกำเริบของโรค และทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ส่วนการรักษาปิดอุดกั้นเรื้อรังทำได้โดยการหยุดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาดเพื่อชะลอการเสื่อมสมรรถภาพของปอด ส่วนยากินและยาพ่นช่วยได้เพียงบรรเทาอาการเท่านั้น
************************************************************************************************************************************************
 


ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลบึงน้ำรักษ์
19/4 หมู่ที่ 11 ตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา รหัสไปรษณีย์ 24170
โทรศัพท์ : 0-3809-0740  โทรสาร : 0-3809-0743  อีเมล์ : bungnamrukk@hotmail.com

www.bungnamruk.go.th